Story

ลูกแก้วล่องหน

posted on 25 Mar 2008 21:55 by jowkun  in Story

                กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ หมู่บ้านที่อยู่สุดขอบสายรุ้ง มีเรื่องเล่าลือกันเกี่ยวกับลูกแก้ววิเศษในหอคอยเก่าแก่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางหมู่บ้าน ว่ากันว่ามันมีเวทมนตร์ทำให้ล่องหนได้ เรื่องนี้ถูกเล่าสืบต่อกับมา ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าลูกแก้วล่องหนนั้นมีจริงหรือไม่จนกระทั่งวันหนึ่ง...  ฮับมา กับเพื่อนอีก สองสาม คน ได้แอบเข้าไปวิ่งเล่นกันในหอคอยเก่าแห่งนั้น พวกเขาทั้งวิ่งขึ้น  วิ่งลง  วิ่งไปทางซ้าย วิ่งไปทางขวา วิ่งไปข้างหน้าและก็วิ่งย้อนมาด้านหลัง พวกเขาสนุกสนานกันมาก จนไม่ทันสังเกตว่าตอนนี้ใกล้เวลาพลบค่ำ ชายชราที่ทำหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยในหอคอย บัดนี้ได้กลับมาแล้ว เขาแปลกใจมากที่เห็นประตูหอคอยเปิดอยู่จึงรีบวิ่งเข้าไปดู

ใครอยู่ข้างในออกมาเดี๋ยวนี้นะ ชายชราตวาดลั่น ทำเอาเด็กทั้งสามคน ถึงกับสะดุ้งด้วยความตกใจ

ตายล่ะ ชายแก่กลับมาแล้ว เราต้องรีบออกไป ฮับมาพูดขึ้นด้วยเสียงเบาๆ ระหว่างที่ทั้งสามคนกำลังแอบอยู่ข้างหลังตู้

แต่ เราจะออกไปอย่างไรล่ะ เพื่อนของฮับมาถาม ทั้งสามจึงช่วยกันคิดว่า พวกเราจะออกจากที่นี้ได้อย่างไร โดยไม่ถูกชายชราจับได้ แต่คิดเท่าไหร่ๆ ก็คิดไม่ออกเสียที และทันใดนั้นเอง ชายชราก็โผล่เข้ามาหลังตู้

อยู่ที่นี่เองพวกเด็กจอมซน ชายชราพูดขึ้นด้วยความโกรธ ก่อนที่จะคว้าตัวเด็กทั้งสามคน แต่แล้วเขาก็จับตัวได้เพียงแค่สองคนเท่านั้น ฮับมาหนีรอดจากการโดนจับครั้งนี้ เขาวิ่งหนีขึ้นไปบนยอดหอคอย

ทำอย่างไรดี ๆ ต้องโดนจับแน่เลย ฮับมาคิด เขาวิ่งขึ้นไปเรื่อย ขึ้นไปเรื่อย แต่แล้วก็สะดุ้งหีบใบเล็กๆสีน้ำตาลใบหนึ่งที่วางอยู่กลางทางจนล้มลง หีบอะไรเนี่ย ฮับมาพูดขึ้นขณะที่ยกมันขึ้นมาดู และด้วยความสงสัย ฮับมาจึงรีบเปิดมันออก พบว่าข้างในมีลูกแก้วใสที่ขนาดใหญ่เท่าอุ้มมือของเขาบรรจุอยู่ เขาหยิบมันขึ้นมาถือไว้ และราวกับเป็นปฎิหาริย์ร่างกายของฮับมาก็หายวับไปกับตา และทันทีที่ชายชรามาถึง ก็ไม่พบเห็นวี่แววของเด็กน้อย

เอ...หายไปไหนกันนะ ชายชรายืนงงงวย โดยไม่สามารถรู้ได้เลยว่า ฮับมาได้เดินล่องหนผ่านหน้าของเขาออกไปข้างนอกแล้ว  

หลังจากวันนั้นก็เกิดเรื่องประหลาดขึ้นมากมายในหมู่บ้าน โดยทุกวันจะต้องมีข้าวของหายไป ไม่ว่าจะเป็น เสื้อผ้า  เครื่องประดับ ของใช้  หรือแม้แต่ อาหาร ชาวบ้านเริ่มพูดคุยกันถึงเรื่องประหลาดนี้ บ้างก็ว่าเป็นฝีมือของจอมโจร  บ้างก็ว่าเป็นฝีมือของพวกสัตว์ป่า  และบ้างก็ว่าเป็นฝีมือของภูตผีปิศาจ ทุกคนจับกลุ่มพูดคุยกัน มีแต่เพียงฮับมาเท่านั้นที่ไม่สนใจ และดูท่าทางจะขำขันมากกับเรื่องประหลาดที่เกิดขึ้น  

ไง เจ้าหนู สนุกไหม เสียงแหบๆเหมือนคนแก่ ดังออกมาจากข้างในหีบใบเล็กๆ ฮับมาหยิบมันขึ้นมา แล้วจึงเปิดออก ข้างในมีลูกแก้วใสลูกใหญ่วางอยู่  “สนุกมากเลย  ฮับมาตอบด้วยความร่าเริง

ถ้าอย่างนั้นก็ใช้อีกสิ แต่ระวังหน่อยนะ เจ้าจะใช้ได้ตอนที่ยังมองเห็นพระอาทิตย์เท่านั้น พอพระอาทิตย์ตกดินมนต์ตราก็จะเสื่อมลง และถ้าเจ้าใช้มันตอนที่ฟ้ามีแต่พระจันทร์เจ้าจะหายไปตลอดกาล ลูกแก้วกล่าว

ฮับมาไม่รอช้า  เขาพยักหน้ารับคำเตือน แต่ก็ดูไม่สนใจกับคำเตือนมากนัก ก่อนที่จะหยิบลูกแก้วนั้นขึ้นมาถือไว้ พร้อมกับหลับตา แล้วร่างของเขาก็เลือนหายไปในทันที...

ณ หอคอยใจกลางหมู่บ้านผู้คนต่างไปรวมตัวกัน เพื่อรอฟังคำกล่าวของชายชราผู้ปกครองหมู่บ้าน เวลาผ่านไปครู่ใหญ่ ในที่สุดชายชราก็ออกมาพร้อมกับซองจดหมายซองหนึ่ง เขาเอามันวางไว้บนโต๊ะ ก่อนที่จะเริ่มพูด

สวัสดีทุกๆคน หลังจากที่ฉันได้นำเรื่องนี้ไปบอกพระราชาแล้ว พระราชาจึงได้ให้นำจดหมายจากพระองค์มาอ่านให้ทุกๆคนในหมู่บ้านฟัง พระราชารู้สึกเสียใจและเห็นใจเป็นอย่างยิ่งที่เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น ซึ่งพระองค์ได้แสดงความรู้สึกต่างๆ ผ่านจดหมายนี้ และนี้คือจดหมายของพระองค์...

พูดจบ ชายชราก็ก้มลงเพื่อจะหยิบซองจดหมายที่ใส่จดหมายของพระราชาไว้อยู่ข้างใน แต่มันอยู่ที่ไหนล่ะ? ชายชราหาซองจดหมายของพระราชาไม่พบ ทั้งๆที่เขาพึ่งวางมันไว้ที่โต๊ะข้างหน้า แต่มันได้หายไปแล้ว ตอนนี้ทุกสิ่งทุกอย่างเริ่มโกลาหล ทุกคนในหมู่บ้านต่างช่วยกันหาจดหมายของพระราชา แต่ก็ไม่มีใครพบเจอเลย เรื่องนี้ทำให้ทหารองค์รักษ์ของพระราชาโกรธมาก ที่ผู้ปกครองของหมู่บ้านไม่มีความรับผิดชอบ ทำให้จดหมายจากพระราชาหายไป

พวกคุณทุกคนจะต้องจับขโมยให้ได้ภายในสามวัน ไม่เช่นนั้นทุกคนจะต้องถูกลงโทษจากพระราชา  ทหารองค์รักษ์กล่าว ก่อนที่จะกระโดดขึ้นม้าแล้วขี่มันกลับไปยังประสาทด้วยความเร็ว โดนไม่สนใจคำอ้อนวอนของชาวบ้าน หลังจากวันนั้น ทุกคนในหมู่บ้านต่างวางแผนและช่วยกันจับขโมย  แต่ผ่านไปแล้วสองวันก็ไม่มีทีท่าว่าจะจับขโมยได้ จนมาในวันสุดท้าย

พวกเราจะต้องวางเหยื่อล่อ ชายชราผู้ปกครองหมู่บ้านเสนอแนะ หลังจากนั้นชาวบ้านจึงช่วยกันทำกล่องพิเศษขึ้นมากล่องหนึ่ง เขานำไปวางไว้บนโต๊ะที่ตั้งอยู่กลางหอคอยใจกลางหมู่บ้าน แล้วใส่หินกรวดก้อนเล็กๆจนเต็ม หลังจากนั้นก็ให้ชาวบ้านสองสามคนปล่อยข่าวลือที่ว่า

มีคนนำของมีค่ามากไปซ่อนไว้ในหอคอย ซึ่งแน่นอนเรื่องนี้ก็รู้ถึงหูของฮับมาด้วย ฮับมาไม่รอช้า เขาเริ่มใช้ลูกแก้วเพื่อทำให้เขาล่องหนอีกครั้ง ก่อนที่จะแอบเข้าไปข้างในหอคอย ทันทีที่เข้ามา ฮับมาเห็นกล่องสวยงามที่วางอยู่บนโต๊ะ เขาหยิบมันยกขึ้น และทันใดนั้นเองหินกรวดก็ร่วงกราวลงบนพื้น และด้วยเสียงจากหินกรวดนี้ทำให้ชาวบ้านที่เฝ้ายามอยู่รู้ตัว จึงได้ล็อกและยืนล้อมหอคอยนั้นในทันที ฮับมารู้สึกตกใจมากกับเหตุการณ์เกิดขึ้น เขาพยายามเปิดประตู แต่ก็ไม่สามารถเปิดออกได้ จนในที่สุดพระอาทิตย์ก็ตกดิน และบัดนี้ร่างของเขาก็ไม่ได้ล่องหนอีกต่อไปแล้ว  

เราเข้าไปจับโจรเลยดีกว่า ชาวบ้านที่ยืนล้อมหอคอยไว้เสนอแนะ ซึ่งหลายๆคนต่างก็เห็นด้วย ชายชราจึงได้เริ่มไขกุญแจเพื่อเปิดประตูหอคอย

ทำอย่างไรดี อย่างนี้ทุกคนจะต้องเห็นแน่ๆ ฮับมาคิด และทางเดียวที่เขาจะหนีรอดได้คือ เขาต้องหายตัวเท่านั้น และด้วยการที่ไม่ฟังคำเตือนจากลูกแก้ว ฮับมาจึงเริ่มใช้ลูกแก้วอีกครั้ง และทันใดนั้นเอง ร่างของเขาก็จางหายไป คงเหลือไว้แต่เพียงลูกแก้วใสที่หล่นอยู่บนพื้น หลังจากวันนั้นไม่มีใครสามารถจับโจรได้ ชาวบ้านต่างช่วยกันลงชื่อเพื่อขอโทษพระราชา ซึ่งเขาก็ใจกว้างพอที่จะให้อภัย หมู่บ้านกลับสู่ความสงบสุขอีกครั้ง แต่ก็ไม่มีใครล่วงรู้เลยว่าเด็กชายที่ชื่อฮับมาหายไปไหน เพราะหลังจากวันนั้น ก็มีไม่ใครพบเจอเขาอีกเลย...

edit @ 25 Mar 2008 22:31:18 by Jowkun

ในสวนหลังบ้านที่อุดมสมบูรณ์แห่งหนึ่ง มีต้นกล้วยรูปทรงงดงามปลูกติดอยู่กับต้นมะม่วงทรงอัปลักษณ์ที่ดูเหมือนว่าปลูกมานานปี

ต้นกล้วย : "นี่ ไอ้ต้นมะม่วง มึงนี่มันแทบจะไร้ประโยชน์จริงๆนะ นี่ดีนะ ที่ออกผลดก ไม่งั้นเจ้านายคงต้องตัดทิ้งแน่ๆ"

พูดจบต้นกล้วยก็หัวเราะชอบใจ ต้นมะม่วงไม่ได้กล่าวว่าอะไร ได้แต่ยืนสั่นเอนกิ่งก้านไปตามกระแสลมที่พัดมาในยามเช้า

เมื่อเห็นว่าเจ้าต้นมะม่วงไม่ยอมตอบโต้อะไร เจ้าต้นกล้วยก็ได้ทีเสียดสีต้นมะม่วงที่ดูจะสูงวัยกว่าต่อทันที

ต้นกล้วย : "ดูอย่างฉันสิ ต้นกล้วยรูปทรงงดงามอย่างฉันใครๆก็ชอบ ผลก็ดก ปลีกปลีก็กินได้ ใบก็ตัดมาใช้ประโยชน์ ลำต้นก็ดูดี ดูดีไปซะหมด ไม่เหมือนกับต้นมะม่วงแก่จวนจะตายข้างๆหรอก"

เจ้าต้นกล้วยพูดเสียดสีถากถางต้นมะม่วงเป็นการใหญ่ แต่ต้นมะม่วงก็ดูท่าจะไม่สนใจ ทำให้ต้นกล้วยโกรธมาก

ต้นกล้วย : "ค่อยดูนะ ไม่ช้าเขาจะต้องมาตัดแกทำฟืนค่อยดู"

เจ้าต้นกล้วยสบถใส่ ต้นมะม่วงได้ฟังดังนั้นก็ได้แต่ทำท่าทางประหลาดใจเล็กน้อย พลางกล่าวว่า

ต้นมะม่วง : "อย่างข้าหรือจะโดยตัด ดูท่าเจ้าจะอ่อนต่อโลกจริงๆนะ ถึงไม่ช้าหรือเร็วนี้ข้าจะต้องโดนตัด แต่คงไปทีหลังเจ้า แน่นอนล่ะ"

ต้นกล้วย : "จะบ้าหรือไง ข้ามีประโยชน์จะตาย ใครจะกล้าตัดข้า เจ้าน่ะแหละที่ควรจะโดน"

ต้นมะม่วง : "เจ้านี่ไม่รู้อะไรเลยนะ ยิ่งมีประโยชน์มาก ยิ่งต้องการมาก มนุษย์ก็เป็นอย่างนี้ล่ะ ยิ่งเจ้ามีประโยชน์ต่อเขามากเพียงไร

เขาก็จะเอาประโยชน์จากจากไปจนหมดนั่นล่ะ รวมถึงตัวเจ้าด้วย"

คราวนี้ต้นกล้วยถึงกับซีดเผือก พูดจาตะกุกตะกัก ต้นมะม่วงเห็นดังนั้นจึงได้มีโอกาสกล่าวเสริมว่า

ต้นมะม่วง : "รู้ไหมว่าข้าอยู่มานานเท่าไหร่ อยู่มานาน จนดูพวกเจ้าโดนตัดไปใช้ประโยชน์มาแล้วหลายสิบครั้งได้"

ต้นกล้วยตกตะลึงในคำพูดนั้น และทันใดนั้นเอง เสียงแปลกหูก็ดังขึ้น เสียงของคนสามสี่คน กำลังเดินเข้ามาในสวน

"เดี๋ยวจะมีงานบุญกันอีกแล้ว หาต้นกล้วยทรงดีๆไปใช้ในงานบุญกันหน่อยสิ" ชายคนหนึ่งพูดขึ้น

"เอาต้นนั้นก็ได้พี่ผู้ใหญ่ ที่อยู่ข้างต้นมะม่วงนั่นน่ะ ลักษณะดี" ชายอีกคนหนึ่งที่ดูจะเป็นเจ้าของสวนพูดขึ้น

"งั้นก็เอาต้นนั้นละกัน" เสียงชายผู้เป็นผู้ใหญ่ยืนยัน แล้วชายทั้งสามสี่คนต่างก็ช่วยกันทั้งดันและดึงต้นกล้วยนั้นจะโค่นล้มลง

ก่อนที่จะช่วยกันแบกออกจากสวนกลับขึ้นไปบนเรือน ทิ้งให้ต้นมะม่วงอยู่กับความว่างเปล่าข้างๆตามลำพังอีกครั้ง...

เพียงเก้าอี้โยกสีดำ

posted on 27 Mar 2008 17:16 by jowkun  in Story

     ในห้องนั่งเล่นที่ฉาบด้วยสีขาวจนส่องแสงสว่างไปทั่วทั้งห้อง ยังมีโต๊ะเขียนหนังสือสีขาวตัวหนึ่ง เก้าอี้พนังสีขาวอีกตัวหนึ่ง หนังสือปกขาวเล่มหนึ่ง และปากกาสีขาวอีกหนึ่งด้าม นอกจากนั้น ก็ยังมีเก้าอี้โยกสีดำตัวเก่าๆอีกตัวหนึ่งวางอยู่ตรงกลางห้อง
     ทุกๆวันเวลาเย็นก็จะมีชายหนุ่มคนหนึ่งเดินเข้ามาในห้อง เขาจะนั่งลงที่เก้าอี้พนังสีขาว แล้วใช้ปากกาสีขาวด้ามนั้นเขียนอะไรต่อมิอะไรมากมายลงในหนังสือปกสีขาว อยู่บนโต๊ะหนังสือสีขาวตัวนั้น เขาทำอย่างนี้เป็นประจำทุกวันทุกวัน
     จนชายหนุ่มเริ่มย่างเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ แต่กิจวัตรของเขาก็ยังคงเป็นอยู่เช่นเดิม นั่นคือ "นั่งลงที่เก้าอี้พนังสีขาว แล้วใช้ปากกาสีขาวเขียนอะไรต่อมิอะไรมากมายลงในหนังสือปกสีขาว อยู่บนโต๊ะหนังสือสีขาว " เขาทำเช่นนี้ต่อไปเรื่อยโดยไม่มีเว้นแม้แต่วันเดียว
     จนในที่สุดเขาก็ได้แต่งงาน การแต่งงานนั้นเองทำให้เขาต้องย้ายไปอยู่กับครอบครัวในที่ห่างไกล จึงทำให้เขาต้องปิดบ้านของตัวเองลง ซึ่งแน่นอนก็รวมถึงห้องนั่งเล่นนั้นด้วย ทำให้ห้องนั้นกลับดูเงียบเหงาลงไปทันที
    "นี่พวกนายรู้ไหม เจ้านายน่ะ ชอบใช้ฉันมากที่สุด" เสียงอวดอ้างของเก้าอี้ผนังสีขาวดังขึ้นท่ามกลางความเงียบในวันหนึ่ง
     "บ้าหรือ ข้าต่างหากที่เจ้านายชอบใช้มากที่สุด"เสียงข่มของโต๊ะเขียนหนังสือสีขาวดังขึ้นบ้าง
     "ไม่จริงเลย ข้าต่างหาก เจ้านายชอบบันทึกเรื่องราวต่างๆในตัวข้าทุกวัน" หนังสือปกสีขาวเริ่มอวด
     "พวกนายไม่รู้อะไร เจ้านายน่ะ ชอบใช้ฉันต่างหาก" เสียงปากกาด้ามขาวอวดอ้างเอาบ้าง
ทั้ง 4 ทกเถียงกันในเรื่องนี้ทุกวัน แล้วก็ยังไม่วายที่จะมาทับถมเก้าอี้โยกสีดำ ที่ยังคงนั่งอมทุกข์อยู่กลางห้อง
"เจ้านายเคยเขียนในตัวฉันนะว่า เขาน่ะไม่ชอบสีดำ รู้ไหมแกน่ะรกตาเจ้านายจริงๆ" เสียงเจ้าหนังสือจอมกวน เริ่มเปิดฉาก
     "..." เก้าอี้โยกไม่พูดอะไร
     "เออ...ใช่ เจ้านายเคยเปรยๆ ให้ฉันฟังนะว่าน่าจะเอาแกไปเผาซะที" เสียงเก้าอี้พนังก็เริ่มขึ้นตามมา
     "..." เก้าอี้โยกไม่พูดอะไร
     "ใช่เหรอ ฉันว่าฉันได้ยินว่าเจ้านายจะเอาไปขายไม่ใช่เหรอ" คราวนี้เป็นเสียงของโต๊ะหนังสือพี่ใหญ่
     "..." เก้าอี้โยกไม่พูดอะไร
     "ใช่พี่ เขากะจะเอามันไปประมูลขายน่ะ เขาว่าได้เงินเยอะดี" เสียงปากกาเจ้าตัวเล็กเอาบ้าง ขยายความทันที
     "..." แต่เก้าอี้โยกก็ยังคงไม่พูดอะไร
จนเวลาล่วงเลยไป เป็นสิบปี ยี่สิบปี สามสิบปี
     ในที่สุดชายหนุ่มก็กลับมา แต่ตอนนี้ชายหนุ่มคนนั้นไม่ใช่ชายหนุ่มอีกต่อไปแล้ว เขาชราภาพลงไปมาก มีเคราสีขาวรุกรัง ผิวหนังที่เหี่ยวย่น และกำลังที่มีอยู่อย่างน้อยนิด เขามาพร้อมกับชายหนุ่มคนหนึ่งกับหญิงสาวอีกคนหนึ่ง ซึ่งก็คือลูกของเขาเอง
     ชายชราคนนั้นเดินเข้ามาในห้องนั่งเล่นตามปกติ เหมือนเช่นที่เขากระทำอยู่เป็นประจำยามที่อยู่ที่นี่ แต่ตอนนี้เขาไม่ได้ไปนั่งที่เก้าอี้พนังสีขาวและใช้ปากกาสีขาวเขียนหนังสือปกสีขาวอยู่บนโต๊ะสีขาวอีกแล้ว
     เขานั่งลงบนเก้าอี้โยกสีดำ มองออกไปนอกหน้าต่าง แล้วก็โยกเก้าอี้ไปมา พร้อมกับรำพึงว่า "ชีวิตเราตอนนี้คงนั่งเก้าอี้พนังไม่ได้แล้ว จับปากกาเขียนลงในหนังสือบนโต๊ะก็ทำได้ยากยิ่ง ตอนนี้คงมีแต่เจ้าล่ะ เจ้าเก้าอี้โยกที่จะให้ความสุขแก่ฉันได้นะ ไอ้เพื่อนยาก"
     ชายชรารำพึงรำพัน ก่อนที่จะเผลอหลับไปบนเก้าอี้โยกสีดำเก่าๆ ตัวนั้นเอง...
 
 
Jowkun(เจรนัย)

Recommend