Diary

วันนี้เริ่มต้น Blog ใหม่ ก็เลยขอมาแนะนำตัวกันก่อน

ผมชอบใช้ชื่อในโลกไซเบอร์นี้ว่า Jowkun (เวลาเรียกชื่อใช้สำเนียงไทยนะครับ ไม่ต้องมีแอกชั่น เรียกไปได้เลยครับว่า "เจ้าคุณ"  เพราะความจริงมันก็มาจากคำนี้แหละครับ 555) ชื่อนี้ความจริงเป็นสมญานามที่เพื่อนสมัย ม.ปลาย ต่างเห็นพ้องต้องกันว่าจะแต่งตั้งให้ครับ ซึ่งมันมีเหตุมาจาก คาบเรียนภาษาอังกฤษแสนเบื่อหน่ายในวันหนึ่ง สมัยที่ผมอยู่ ม.4 (มั้งนะ ผมเริ่มจำไม่ค่อยได้แล้ว) อาจารย์ที่สอนเป็นผู้ชายครับ ท่านเป็นคนตลกครับ (แถมหน้าตาท่านก็ดูตลกด้วย) ซึ่งก็มักคิดมุขมาทำให้นักเรียนฮ่ากันได้ตลอด แล้วและวันนี้ก้เช่นกัน วันนั้นรู้จะเรียนเรื่องการออกเสียงอะไรเนี่ยล่ะครับ ท่านก็เรียกผมคือมาอ่าน แต่ดุท่าทางท่านจะจำชื่อผมไม่ได้อะครับ

"นี่ เธอ...เออ...เออ"

เมื่อเห็นท่าว่าอาจารย์นึกไม่อ่านแน่ๆ แต่ก็รู้แล้วว่าต้องเรียกตัวเอง ก็เลยลุกขึ้นยืน เตรียมจะอ่าน แต่แล้วทันใดนั้น ท่านก็นึกได้ครับว่าจะเรียกผมว่าอะไร

"นาย...ยาดม...ท่านเจ้าคุณ อ่านสิ"

ผมอึ้งกิมกี่อยู่หลายวินาที ก่อนจะรู้สึกตัวเพราะเสียงฮ่าก๊ากของเพื่อนในชั้น

อาจารย์ ท่านบอกว่า หน้าตาท่าทางเหมือนท่านเจ้าคุณ แถมช่วงนั้นยาดมท่านเจ้าคุณ กำลังดัง ก็เลยทำให้อาจารย์เรียกชื่อนี้ แล้วก็ยังเรียกมาตลอดจนถึงทุกวันนี้เลยครับ (แงๆๆๆ)

แล้วตั้งแต่วันนั้น เพื่อนๆต่างก็เรียกผมว่า "ยาดม"บ้าง "เจ้าคุณ" บ้าง ตามสภาพ ก็ว่ากันไปน่ะครับ แต่ชื่อที่คงคุ้นหูเพื่อนๆที่สุดก็คงจะเป็น "เจ้าคุณ" ล่ะ นั่นล่ะครับจึงเป็นที่มาของชื่อนี้

วันนี้เอาแค่นี้ก่อน วันหลังจะเล่าเรื่องอื่นให้ฟังนะครับ มีสนุกๆอีกเพียบเลย ฮิๆๆ 

 

ข้อดีที่สุดในชีวิตของผมก็คือ ผมมักไม่ค่อยป่วยครับ จะเป็นหวัดหรือปวดหัวก็แทบนับครั้งได้ จะมากหน่อยก็ตรงที่มีอาการไอตอนอากาศเปลี่ยนที่มักจะเป็นนาน แต่ก็ไม่ส่งผลถึงขนาดเราไปไหนมาไหนไม่ได้หรอกครับ แต่ก้ใช้ว่าตัวเองจะไม่ป่วยเลย(คนนะครับคน มันก็มีพ่ายแพ้กันบ้าง) ซึ่งถ้าเกิดป่วยหนักจริงๆ ก็ถึงกับหยอดน้ำข้าวต้มกันเลยทีเดียว เข้าทำนองป่วยเล็กๆไม่  ใหญ่ๆเอาประมาณนั้น สิ่งนี้ทำให้ผมมักไม่ต้องลาป่วยกันบ่อย (คือถ้าลาก็ลายาวเลยประมาณนั้น) 

แต่สำหรับวันนี้ไม่ไหวจริงๆครับ คงเพราะเหนื่อยสะสม ตื่นมาตอนเช้า กำลังจะออกไปทำงาน แทบยืนไม่อยู่ อย่างกับพึ่งเล่นม้าหมุนมาหยกๆ ก็เลยขอลาหยุดไป (กลัวจะเดินไปล้มกลางทาง) นี่ก็พึ่งฟื้น ไข้ไม่มี  ตัวก้ไม่ร้อน สงสัยจะเป็นที่ความเหนื่อยสะสมจริงๆนั่นล่ะ แต่ก็กลัวเป็นความดันเหมือนกันครับ (คิดแล้ว ไปเข้าคอร์สลดความอ้วนดีกว่า ฮิๆๆ) มีที่ไหนแนะนำก้บอกกันบ้างนะครับ บะบายครับ จุ๊บ ^+^

edit @ 28 Mar 2008 15:02:01 by Jowkun

อ้วนแล้วมันตรงไหน

posted on 30 Mar 2008 13:37 by jowkun  in Diary

หลังจากที่วันศุกร์หายป่วย เย็นวันนั้นก็ออกไปตะลุยโลกกว้างทันที ฮิๆๆไม่เข็ด เผอิญนัดเพื่อนไว้จะไปเดินสัปดาห์หนังสือกัน เราก็ไปตามภารกิจ ระหว่างที่รอเจอเพื่อนอยุ่นั้นก้ดันเจอพี่ที่ที่ทำงาน (-.-")  แหมก็พึ่งลาไปหยกๆ ตอนเช้า ตอนบ่ายจะเดินป๋อมางานนี้ได้ไง แต่มันป่วยจริงๆนี่นา แต่ตอนนี้มันก็หายแล้ว ดีกว่าที่จะนั่งอยู่บ้านเฉยๆ สู้เดินออกมาข้างนอกดีกว่าจะได้หายมึนหัวไวๆ แบบปรับสภาพไปในตัว ความจริงเราเข้าไปทักพี่เขาเองล่ะ จะได้รู้สึกว่าเราไม่ Fake ซึ่งเราก็ไม่ Fake จิงๆนี่ พี่เขาก็ไม่ว่าอะไร ถามถึงอาการว่าเป็นอย่างไร ซึ่งเราก็บอกไปตามความจริงนั่นล่ะ จากนั้นก็แยกกันไป แล้วเพื่อนเราก็มา เดินเที่ยวกับสาวอีกแล้วเรา ฮิๆๆ ไปเดินดุนู่นดูนี่ ทั้งๆที่หัวยังมึนอยู่นิดหน่อย คนเยอะมาก แต่เพราะเป็นวันศุกร์ คนเลยยังน้อยอยู่ และแถมไปช่วงเย็นอีก เลยเดินดูของสบาย ได้หนังสือมา 3-4 เล่ม แนวสยองขวัญทั้งนั้น 5555 ท่าทางสนุกดี

วันต่อมานัดแมวเหมียวไปเที่ยวฟาร์มจระเข้ที่สามพราน นั่งรถเมล์สาย 84 ไปสายเดียวก็ถึงเลย นานล่ะที่ไม่ได้มาก็เลยลองมาเที่ยวดูบ้าง ค่าบัตรคนละ 80 บาทก็โอเคอยู่ เข้าไปมีแต่เด็ก เด็กมาก และเด็กที่สุด รวมถึง ผู้ใหญ่ที่ทำตัวเด็กด้วย(แอ๊วแบ๊วว่างั้น) พร้อมกับคาราวานชาวต่างชาติทั้ง จีน  ญี่ปุ่น  เกาหลี  ฝรั่ง มีครบ คนต่างชาติเก็บแพงหน่อยหัวละ300 - 500 บาทแน่ะ เข้าไปดุบ่อจระเข้ ดูน้ำสกปรกชะมัด เขียวขุ่นเลย(สงสัยจระเข้ชอบแบบนี้มั้ง) เขาแนะนำให้ซื้ออาหารไปให้จระเข้ ก็ลองดู 20 บาทเอง จ่ายเงินไปก็ได้ซี่โครงไก่สับดิบๆมากระป่องนึง แล้วเราก้ใช้ตตัวครีบโยนอาหารลงไปในบ่อ เจ้าหน้าที่บอกว่าต้องโยนตรงที่ปากของมัน ไม่งั้นมันไม่ยอมกิน (แหม ต้องถึงกับเอามือลงไปป้อนไหมเนี่ย) เราโยนไป อะนะอย่างกับแรงไม่มีหล่นบนขอบบ่อ เจอแมวเหมียวโยนบ้าง เล่นเอาซะกลางบ่อ วินาทีนั้นรู้ทันทีว่า แม่งห้ามทะเลาะกับคุรเธอเด็ดขาด 555 เสร็จแล้วก็ลงไปดูโชว์ เห็นไม่ค่อยชัดเลย ต่างชาติบังเต็มไปหมด อะนะต้องเข้าใจ บ้านมันไม่ค่อยจะมี 555 นอกจากจระเข้ ก้มีเสือสองตัวที่ขนฟูนุ่มอย่างกะตุ๊กตา แต่แหมถ่ายรูปทีเก็บตั้งร้อยนึง ไม่ถ่ายดีกว่า นอกนั้นก็ทั้งลิงและชะนี เยอะมาก มีชะมีมือขาวตัวนึง เราทำเสียงล้อมัน มันก็ทำเสียงตามเราด้วย แมวเหมียวเลยบอกว่า ชาติที่แล้วเกิดเป็นแฟนมันช่ายไหมเนี่ย คิดไปได้เนอะ(-*-)  นอกนั้นก็เป็นช้าง มีโชว์เกี่ยวกับช้างด้วยนะแต่เราไม่ได้เข้าไปดูหรอก คนเยอะเช่นเคย ขี้เกียจเบียด นอกจากบรรดาสัตว์ก้มีบ้านผีสิงที่น่าสนใจ แต่ก็ยังไม่รู้จน ณ บัดนี้ว่า มันเกี่ยวกับความเป็นฟาร์มจระเข้ตรงไหน 555  จ่ายคนละ 20 บาท เข้าไปยังไม่ถึงร้อยเมตร เดินออกซะงั้น ต่างคนต่างกลัว แล้วจะชวนเข้าไปทำไมเนี่ย (=_=+)

ก็เลยหันไปหากิจกรรมขี่ช้าง แต่เห็นราคาแล้ว ไม่ไหว รับไม่ได้ คนละตั้ง 400 ร้อย จนตายเลย แล้วนั่งเรือถีบล่ะ เป็นไง ก้น่าสนใจดีนะ ครึ่งชั่วโมง 50 เอง สู้ไหวๆ ก็เลยเอ้าเล่นสักชั่วโมงละกัน

"หนึ่งชั่วโมง 2 คนครับ" ผมถามคนเก็บตังก์หน้าตาธรรมดาๆคนนึง

"เออ ไม่ทราบว่าหนักเท่าไหร่คะ" (อะไรวะ มาถามน้ำหนักเราด้วย)

"ประมาณ ร้อยนึงครับ" (อะนะ เราอ้วนรู้ตัวดี)

"ไม่ไหวคะ เดี๋ยวเรือจม" แล้วเธอก็ทำท่าโบกไม้โบกมือไม่เอา

โอ้...พระเจ้า บอกปฏิเสธให้มันดีกว่านี้ไม่ได้หรือไงเจ๊ ตูเป็นลูกค้านะ ทำอย่างนี้โคตรเสียหน้าเลย ครั้นจะให้แมวเหมียวขึ้นเรือคนเดียว อีตาผู้ชายที่นั่งข้างๆ คงเป็นคนคุมเรือก็บอกว่า "นั่งคนเดียวไม่ได้ เดี๋ยวเรือเอียง" (แม่งทำไมเรือมันบอบบางจังวะ) ก็เลยซื้ออาหารปลา 2 ถุงไปให้อาหารปลาแทน จากนั้นก้เดินชมสวนนิดหน่อย กินข้าวแล้วก็กลับ เสียSelf เลย อุตส่าห์มา ผิดหวังจริงๆ เฮ้อ รู้งี้ไปสวนสยามดีกว่า

จากนั้นพวกเราก็ไปต่อที่ห้างเดอะมอลล์บางแค ร้องคาราโอเกะแก้เซ็ง ก่อนที่จะพากันเดินทางกลับบ้าน พร้อมกับการตั้งปฎิฎาณไว้ว่า "ตูต้องลดน้ำหนักให้ได้คอยดู" (คิดแล้วยังเซ็งไม่หายเลนเนี่ย แงๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ)

edit @ 30 Mar 2008 14:28:07 by Jowkun

Recommend